วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558

พบปะชาว Hablillah

พบปะชาว Hablillah ในรอบหลายเดือน

        เมื่อ 26 ธันวาคม 58 Hablillah Group จัดพบปะสมาชิก ณ สวนขวัญเมือง (พรุบาโกย)  เพื่อพูดคุยและสายสายเชือกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ที่สำคัญเพื่อ
                       - ชี้แจงการทำงานตลอด 12 เดือนที่ผ่านมาของกลุ่ม
                       - ชี้แจงแนวทางการทำงานในปีหน้า
                       - ชี้แจง รายรับ - รายจ่าย
                       - ฯลฯ
สมาชิกอาจมาไม่ครบทีม แต่อินชาอัลลอฮฺ โปรแกรมก็ดำเนินไปตามที่วางไว้ หวังว่าโอกาสหน้าคงมากันครบทีม
เกลี้ยงไม่เหลือครับ....555

ข้าวคนละจาน + ต้มยำหนึ่งหม้อ

กล้องดีคับไม่เสีย!!! แต่แสงจ้า...คริคริคริ

สังสรรค์ทั้งที หนูขอมาด้วย....

หอบลูก จูงหลาน มากันเลยทีเดียว....

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ให้มันกึกก้องในความรู้สึกของเยาวชน

                  ให้มันกึกก้องในความรู้สึกของเยาวชน


......เวลาที่กำลังก้าวไปข้างหน้าในชีวิตของพวกเรา เท่ากับเวลาของชีวิตกำลังสั้นลง ระยะเวลาในการเดินทางของพวกเราที่กำลังเดินไปอาคีเราะฮฺ เป็นโลกแห่งความยั่งยืนและยาวนาน แต่เสบียงของพวกเรายังน้อยนัก จะมีใครบ้างที่ทุ่มเทและตระหนัก เพื่อเตรียมเสบียงของตนเองในการกลับไปหาอัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตาอาลา และให้อัลลอฮฺทรงพอพระทัยในตัวของพวกเรา มีใครเคยนั่งคิด
 คิดที่จะแก้ไขปัญหาโจทย์ข้อนี้อย่างจริงจังสักครั้งหนึ่งไหม ในชีวิตของพวกเรา....
             
                                                                                                บางช่วง บางตอน 
                                         By: นพ.มูฮำหมาด ละใบจิ



วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558

นักเดินทาง



ทุกการเดินทางมีจุดหมายปลายทางซ่อนอยู่
จุดหมายที่นักเดินทางวางไว้ คือ การไปให้ถึง
การเดินทางไป ณ ที่ใดที่หนึ่ง
เพียงเพื่อแวะพัก งีบหลับ เก็บเสบียง
วันรุ่งขึ้นก็จากไป......



>>>เพราะเรา คือ คนแปลกหน้า แวะมาเดี๋ยวเดียว แล้วจากไป.....

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

ความประเสริฐของการอุปการะ เด็กกำพร้า

เด็กกำพร้า
Image result for เด็กกำพร้าในอิสลาม

รายงานจาก ซะฮฺลฺ อิบนิซะอฺดฺ กล่าวว่า ท่านรอซูล  กล่าวว่า :
“ฉันและผู้อุปการะเด็กกำพร้า จะได้อยู่ในสวรรค์เช่นนี้”
และท่านรอซูลได้ชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นแล้วแยกออกจากกัน
บันทึกโดยบุคอรีย์
(ดูในบุคอรีย์ เล่ม 10 หน้า 365)
คำอธิบาย      
           เด็กกำพร้าคือเด็กที่บิดาเสียชีวิต และยังไม่บรรลุนิติภาวะ เขายังต้องการความช่วยเหลือจากผู้ที่ได้รับสั่งเสียว่า จะคอยดูแลให้ อาจจะด้วยทรัพย์ของเขาที่ผู้เป็นบิดาทิ้งไว้ให้ หรือเขายากจนไม่มีทรัพย์สิน เขาก็ยังต้องการผู้อุปการะเช่นกัน
         อุปสรรคต่างๆในชีวิต จะทำให้เขานึกถึงพ่อที่ตายไป และเกิดความวิตกกังวลต่อการดำเนินชีวิต ด้วยเหตุนี้เอง อิสลามจึงส่งเสริมให้มุสลิมเข้ามาโอบอุ้มเด็กกำพร้าแทนบิดาของเขา อิสลามยกระดับของผู้ที่เลี้ยงดูเด็กกำพร้าให้เขาได้เป็นชาวสวรรค์ และอยู่ในระดับสูงสุด คือได้อยู่ใกล้ชิดกับท่านนบี  ในสวรรค์
        ถ้าหากเราปล่อยปะละเลย ไม่ให้ความสนใจต่อการอุปการะเด็กกำพร้า จะทำให้เด็กเหล่านั้นมีชีวิตอยู่อย่างไร้เป้าหมาย ถ้าหากเราเข้าไปดูแลก็จะทำให้พวกเขามีอนาคตสดใสเหมือนเด็กคนอื่นๆได้
        ท่านรอซูล ก็เป็นเด็กกำพร้า ท่านได้รับความเอ็นดูเมตตาจากอัลเลาะห์ ให้มีผู้อุปการะเลี้ยงดูท่านอย่างดี จนกระทั่งในที่สุด โลกทั้งโลกก็ได้รับเอาแนวทางในการดำเนินชีวิตจากท่าน เมื่ออัลเลาะห์ ทรงแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ประกาศศาสนาอิสลาม.....อ่านต่อ คลิก>>>




วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

อิหม่ามหะซัน อัลบันนา

 อิหม่ามหะซัน อัลบันนา
     ในช่วงต้นศตวรรษที่  20  โลกอิสลามได้เผชิญอยู่กับความตกต่ำขั้นรุนแรง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการล้มสลายของจักรวรรดอุษมานียะห ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของโลกอิสลามในช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมกับการที่ดินแดนบริเวณตะวันออกกลางที่เคยเป็นบริเวณของอาณาจักรอุษมานียะห์ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของประเทศยุโรป ทั้งในรูปแบบของอาณานิคมและรัฐอารักขา  การที่ตกเป็นอาณานิคมในครั้งนั้นส่งผลต่อสภาพจิตใจต่อชาวมุสลิมเป็นอย่างมาก  และมีความพยายามที่จะนำระบอบอิสลามกลับคืนสู่การเมืองอีกครั้ง  องค์กรหรือขบวนการที่มีการทำงานในลักษณะเช่นนี้ที่มีความชัดเจนมาก หากไม่ได้กล่าวถึง ขบวนการอิควานุล มุสลิมีน ที่เป็นองค์กรเกิดขึ้นมาจากความพยายามชูอิสลามเหนือสิ่งอื่นๆ ทางผู้เขียนจึงขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับขบวนการดังกล่าวโดยสังเขปในช่วงเวลาของผู้นำท่านแรกก็คือ เชคหะซัน อัลบันนา
      ขบวนการอิควานุล มุสลีมูนถูกก่อตั้งขึ้นในช่วงปี  ค.ศ. 1928  โดยแกนนำผู้ก่อตั้งคนสำคัญนั่นคือ เชคหะซัน อัล บันนา..........



วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

เพื่อน....


แม้วันนี้เราเดินกันไกลห่าง
ด้วยความยาวของเส้นทางไม่อาจเห็น
ความทุกข์ยากเพียงใดใครรำเค็ญ
สิ่งที่อยู่สิ่งที่เป็นยังคงเดิม

อุคุวะฮฺ!!!!


วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

ความสัมพันธ์เรานั้น

อย่าได้แตกคอกัน


"المؤمن للمؤمن كالبنيان يشد بعضه بعضاً ، وشبك بين أصابعه" متفق عليه
“ความสัมพันธ์ระหว่างมุอฺมินนั้น เปรียบเสมือนกับสิ่งก่อสร้างที่ส่วนหนึ่งจะต้องประสานกับอีกส่วนหนึ่ง และท่านนบีก็ได้ประสานนิ้วมือทั้งสองข้าง”

 จากหะดีษบทนี้เราสามารถเข้าใจและเห็นภาพได้เลยว่า ลักษณะของสิ่งก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นตึก อาคาร หรือบ้านเรือนนั้น จะต้องยึดเหนี่ยวกันและกันในทุกๆด้าน เพื่อเกิดความแข็งแรง มั่นคงและทนทานของตัวอาคาร เช่นเดียวกัน การใช้ชีวิตในสังคมของบรรดามุอฺมินก็ต้องจับมือประสานกัน ผู้ที่แข็งแรงกว่าก็ช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า ผู้ที่ร่ำรวยก็ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ยากจน ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ก็ให้ความรักความเมตตาต่อผู้เยาว์ และผู้เยาว์ก็ต้องให้เกียรติและเชื่อฟังผู้ใหญ่ นอกจากนั้นสมาชิกในสังคมก็จะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ช่วยกันขจัดภัยอันตรายต่างๆที่จะเล็ดลอดเข้ามาในสังคมของเรา และเมื่อใดก็ตามที่พี่น้องในสังคมของเราได้รับความเดือดร้อน สมาชิกที่เหลือก็ต้องยื่นมือให้ความช่วยเหลือทันที เพราะอิสลามถือว่าความเดือดร้อนของมุอฺมินแต่ละคนเป็นความเดือดร้อนที่มุอฺมินทุกคนต้องมีความรู้สึกร่วมกัน
 ดังที่ท่านนบี ได้กล่าวว่า

"مثل المؤمنين فى توادهم وتراحمهم وتعاطفهم مثلُ الجسد الواحد إذا اشتكى منه عضو تداعى له سائر الجسد بالسهر والحمى" رواه البخارى ومسلم

 “บรรดามุอฺมิน ในด้านความรัก ความเอื้ออาทร และปรองดองที่มีให้กันและกันนั้น เปรียบเสมือนกับร่างกายเดียวกัน
เมื่อใดก็ตามที่อวัยวะส่วนหนึ่งได้รับบาดเจ็บแล้ว ก็จะส่งผลต่ออวัยวะส่วนที่เหลือในการอดหลับอดนอนเพราะความเจ็บปวดที่ได้รับด้วยเช่นกัน”

credit : http://www.islammore.com

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

Logo Hablillah

           กลุ่มฮับลิลลาฮฺ
   กว่าจะได้มาซึ่งสัญลักษณ์กลุ่ม ทำเอาหลายๆท่านมึนตึบ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี ด้วยความประสงค์ของอัลลอฮฺ 



ผลที่ได้อย่างที่เห็นข้างล่างนี้
Image result for arrow
                  
                           Logo ประจำกลุ่ม



ความหมาย ...

H               =     ตัวย่อ Hablillah
สีเขียว       =     สันติภาพ และความปรองดอง
สายเชือก  =     ความกลมเกลียว ความเป็นพี่น้องกัน
วงกลม      =     ความสมบูรณ์ของอัล-อิสลาม
1426         =     ปีก่อตั้งกลุ่มฯ (ตามปฏิทินอิสลาม)

                                                                                                    วัลลอฮฺ อัอฺลัม.....................

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

เตาบะฮฺ



จากอะนัส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ  กล่าวว่า : ฉันได้ยินท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
    “อัลลอฮฺพระผู้ซึ่งสูงส่งได้ตรัสว่า
    บุตรอาดัม (มนุษย์) เอ๋ย ! ตราบใดที่สูเจ้าขอ (ดุอาอฺ) และมีความหวังจากฉัน ฉันจะอภัยให้ในความผิดที่สูเจ้าได้กระทำ และฉันจะไม่สนใจอีก
    บุตรอาดัมเอ๋ย ! แม้ว่าความผิดของสูเจ้าจะสูงเท่าชั้นฟ้า หลังจากสูเจ้าขออภัยโทษจากฉันแล้ว ฉันก็อภัยให้แก่สูเจ้า
    บุตรอาดัมเอ๋ย ! ถ้าสูเจ้ามายังฉันด้วยบาปเต็มแน่นเท่าพิภพ แล้วสูเจ้ามาพบฉันโดยที่สูเจ้าไม่ได้ตั้งภาคีใด ๆ กับฉัน แน่นอน ฉันจะให้อภัยแก่สูเจ้าด้วยการอภัยที่เท่าพิภพเช่นกัน”  หะดีษนี้บันทึกโดยติรมิซีย์ ท่านกล่าวว่า เป็นหะดีษหะซันเศาะฮีฮฺ

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

ทีมฮับลิลลาฮฺ








      เราจะขอเคียงข้างชุมชน จะขอเป็นมือบน คอยหยิบยื่น ปลดเปลื้องความทุกข์ให้กับพี่น้อง เท่าที่อัลลอฮฺให้ความสามารถเรา อินชาอัลลอฮฺ 
                                                   วัลลอฮฺ อัอฺลัม




วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

การทำงานเป็นทีม: มุมที่มองข้ามไป

          

     การบริหารไสตล์ญี่ปุ่นที่เน้นการทำงานเป็นทีม เป็นที่ยอมรับว่าเป็นแนวทางการบริหารคนที่ได้ผลมากกว่าสไตล์การทำงานแบบต่างคนต่างทำ (Individualism) ของประเทศทางตะวันตกหลายประเทศ
พูดง่าย ๆ ก็คือฝรั่งเองก็ต้องยอมรับว่า “การทำงานเป็นทีม” นั้นเพิ่มผลิตภาพ (productivity) และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน 
การทำงานเป็นทีมทำให้เกิด “การประสานพลัง” (Synergy) ซึ่งทำให้ 1 + 1 ได้มากกว่า 2 !!!!
หลายท่านตระหนักดีถึงภาระหน้าที่ในการเป็นผู้นำทีม ภาระหน้าที่ในการสร้างทีมงาน เป็นการมองจากข้างบนลงข้างล่าง ซึ่งบางท่านทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี บริหารลูกน้องให้ทำงานได้ตามเป้าหมาย ลูกน้องรัก ให้ความเคารพนับถือ มีศรัทธา
แต่ผู้บริหารท่านเดิมนั้นเอง กลับมีปัญหากับ “ผู้นำทีม” ของตนเอง
“มุมที่มองข้ามไป” ในเรื่องการทำงานเป็นทีมก็คือ การทำงานเป็นทีมกับผู้นำทีมของตัวเราเอง ซึ่งไม่เป็นประเด็นที่นำมาถกเถียงคุยกันมากเท่าที่ควรจะเป็น
ผู้บริหารที่มีความรู้ ประสบการณ์ดี บริหารทั้งงานผลิต งานขาย-การตลาด การเงิน ฯลฯ ลูกน้องรัก ลูกค้าพอใจ แต่ “ผู้นำทีม” หรือผู้บังคับบัญชา กลับไม่นิยมยกย่องก็มี!!!
หลายครั้งหลายคราที่องค์กรต้องเสียมือดี ๆ ไป เสียโอกาสทางธุรกิจไป เพราะประเด็นเรื่องการทำงานเป็นทีมระหว่างลูกทีมกับผู้นำทีม ที่คล้ายกับเกิดศรศิลป์ไม่กินกัน นอกจากมองตาไม่รู้ใจแล้ว ยังรู้สึกขัดหูขัดตาอีกด้วย…. 

 
             บางท่านอาจจะบอกว่าก็คนมันดวงไม่สมพงศ์กัน ลูกน้องบางคนว่า “นาย” เล่นพวก เราเลยไม่รุ่ง ลูกพี่บางคนว่า “ลูกน้อง” ซื่อบื้อ หรือ บางคนสรุปว่าเป็นเพราะขาดคาถามหาจำเริญ คาถาที่ว่านี้มีเพียง 4 วลี “ใช่ครับพี่” “ดีครับท่าน” “ทันครับผม” และ “เหมาะสมครับเจ้านาย" - เพราะจะไม่ได้ประโยชน์อะไร” 
ปัญหาอยู่ที่ไหน?-หลายท่านอาจจะถาม
ถ้าผู้อ่านเห็นด้วยกับคาถาที่ว่านี้ ก็ไม่ต้องอ่านบทความนี้อีกต่อไป
หัวใจในการทำงานเป็นทีมนั้นมีอยู่ 4 ข้อ ข้อแรกคือต้องมี “เป้าหมาย” เดียวกัน ข้อ 2 คือ “บทบาท” อำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ของทั้ง “ผู้นำทีม” และ “ผู้ตาม” เข้าใจตรงกันมีความชัดเจน ไม่คลุมเครือ ข้อ 3 คือ มีระบบการให้รางวัลค่าตอบแทนที่ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม ข้อสุดท้าย คือต้องมี “ทักษะ” ที่จำเป็นในการทำงานเป็นทีม เช่นการบริหารความขัดแย้ง ความสามารถในการติดต่อสื่อสารให้ถูกช่องทาง ฯลฯ
ดังนั้นหากผู้นำและลูกทีมมีเป้าหมายที่ขัดแย้งกัน(โดยไม่ต้องตั้งใจ) มีวิธีการทำงานที่ต่างกัน ไม่สนใจหรือมองข้าม “สไตล์” การทำงานของซึ่งกันและกัน การเล่นบทบาทอย่างที่ตัวเองคิดว่าน่าจะเป็น โดยไม่ทันเหลียวมองสัญญาณจาก “ผู้กำกับการแสดง” ว่าต้องการให้ “เล่น” อย่างไร ปัญหาย่อมเกิดขึ้นแน่นอน
หน้าที่ของลูกทีม ที่อาจเป็นผู้บริหารด้วยหรือไม่ก็ได้นั้น มีหน้าที่ที่ไม่ปรากฎอยู่ใน JD.หน้าที่หนึ่ง นั่นคือ การพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมกับ “ผู้บังคับบัญชา” ของตนเองด้วย หน้าที่ของท่านไม่เพียงแต่สร้างทีมงานกับลูกน้องเท่านั้น แต่กับ “นาย” ของเราด้วย การบริหารนั้นมีทั้งแบบบน-ลง-ล่าง (Downward management) ที่เราต้องเป็นผู้นำทีม บริหารลูกทีมสู่เป้าหมาย และแบบล่าง-ขึ้น-บน (Upward management) ที่จะต้องทำให้ลูกพี่และตัวเราเองเกื้อกูลกัน ทำงาน ”เข้าขา” กันอย่างดี เพื่อสร้างผลงานให้ตัวเราเอง ซึ่งก็จะเป็นผลงานของ “นาย” ของเรา ผลงานของทีมงานและเป็นผลงานต่อองค์กรในที่สุด

ที่มา : Business Management Co.,Ltd.


วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2558

Jamaah



การยึดมั่นกับญามาฮะห์ คือการยึดมั่นอยู่กับความจริง และปฏิบัติตามสัจจะธรรม ถึงแม้ว่าผู้ที่ยึดมั่นต่อความจริงจะมีน้อยก็ตาม และผู้ที่อยู่ในความเท็จจะมีมากมาย เนื่องจากญามาฮะห์ในยุคของท่านนะบี ไม่ได้อยู่ด้วยกับความมากของบรรดาผู้ที่อยู่กับความเท็จ นี่คือความเข้าใจของสลัฟ